ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชนกรุงเทพมหานคร
Abstract
ภาวะหมดไฟในการทำงานคือ กลุ่มอาการทางจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน ส่งผลเสียด้านลบต่อตัวบุคคลและองค์กร การวิจัยภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงาน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลกับภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์และสายสนับสนุนในโรงพยาบาล จำนวน 284 คน คำนวณหากลุ่มตัวอย่างจากแต่ละกลุ่มตามลักษณะงานแบบสัดส่วน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยโลจิสติกส์เชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอยู่ในช่วงอายุ 30–39 ปี สถานภาพสมรสโสด ประสบการณ์ทำงาน 6-10 ปี กลุ่มตัวอย่างมีภาวะหมดไฟในการทำงานระดับสูง ร้อยละ 36.3 โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการแก่ผู้รับบริการโดยตรงมีภาวะหมดไฟในการทำงานระดับสูงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงาน ได้แก่ อายุน้อยกว่า 35 ปี, สถานภาพสมรสโสด, ประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 10 ปี, ไม่มีภาระรับผิดชอบดูแลคนในครอบครัว, ภาวะสุขภาพโดยรวม, ภาวะสุขภาพด้านจิตใจ, ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้าและผู้ร่วมงานระดับต่ำ, ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากองค์กรระดับต่ำ, และความเครียดจากการทำงานระดับสูง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ได้แก่ อายุน้อยกว่า 35 ปี (Adj. OR = 2.03, 95% CI 1.13-3.64, p = 0.017) ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้างานและผู้ร่วมงานระดับต่ำ (Adj. OR = 2.71, 95% CI = 1.49-4.95, p = 0.001) ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากองค์กรระดับต่ำ (Adj. OR = 3.34, 95% CI = 1.83-6.08, p < 0.001) และความเครียดจากการทำงานระดับสูง (Adj. OR = 2.44, 95% CI = 1.12-5.30, p = 0.024) ผลการวิจัยสามารถนำมาประยุกต์ในการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยเฉพาะในผู้อายุน้อยกว่า 35 ปี เพิ่มแรงสนับสนุนทางสังคมจากทุกระดับ ส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ จะช่วยให้บุคลากรมีความสุขในการทำงานและให้บริการด้วยความประทับใจ